บัตรเครดิต (Credit Card) หรือเงินพลาสติกเป็นบริการของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตสำหรับผู้ที่มีเงินเดือนประจำ ในช่วงแรกๆการจะได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ถือบัตรเครดิตได้ต้องมีเงินเดือนประจำไม่ต่ำกว่า 20,000 – 30,000 บาทต่อเดือน นี่แค่บัตรเครดิตธรรมดาๆ หากเป็นบัตรทอง (Gold Card) หรือบัตรแพลทตินั่ม (Platinum Card) ฐานเงินเดือนของผู้สมัครเป็นผู้ถือบัตรเครดิตจะต้องสูงขึ้นไปอีก หากพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของลูกค้าที่มีเงินเดือนระดับ 30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปจะต้องเป็นวัยกลางคนมีอายุงานและตำแหน่งงานที่ค่อนข้างมั่นคงแล้ว
ความคิดความอ่านของลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต (Credit Card Holder) ในกลุ่มนี้จะรู้วิธีใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดหรือไม่เสียเลย อาจพูดได้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้รู้เท่าทันธนาคารผู้ออกบัตร ดังนั้นหากมีการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆไปแล้วการจ่ายชำระเมื่อครบกำหนดจะเป็นการจ่ายชำระคืนครบทั้งจำนวน หากธนาคารผู้ออกบัตรมีโปรโมชั่นยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี (Annual Fee) ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยแล้วในทางธุรกิจธนาคารแทบจะไม่ได้อะไรจากลูกค้ากลุ่มนี้เลย
ต่อมาภาวะการแข่งขันแย่งชิงลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตรุนแรงขึ้นจึงมีการขยายฐานลูกค้าบัตรเครดิตหรือเงินพลาสติกด้วยการลดเพดานเงินเดือนขั้นต่ำที่จะอนุมัติให้เป็นผู้ถือบัตรเครดิตเป็น 15,000 บาทต่อเดือนแน่นอนว่าจะต้องมีผู้ถือบัตรเครดิต (Credit Card Holder) เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากและลูกค้าผู้ถือบัตรกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาววัยเพิ่งเข้าทำงานซึ่งมีพฤติกรรมเป็นที่ต้องการของธนาคารผู้ออกบัตรเป็นอย่างมาก นั่นคือใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่สนใจเรื่องดอกเบี้ย ขาดวินัยทางการเงินและที่สำคัญที่สุดคือจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตตามยอดขั้นต่ำเป็นประจำทำให้มียอดหนี้บัตรเครดิตที่ค้างชำระซึ่งเป็นส่วนที่ต้องถูกคิดดอกเบี้ยจากธนาคารผู้ออกบัตรในอัตราที่สูง
หากใครอยู่ในกลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตหรือเงินพลาสติกที่ชอบจ่ายชำระตามยอดขั้นต่ำ (Credit Card Minimum Payment) คุณเคยคิดคำนวณบ้างไหมว่าเงินที่คุณจ่ายชำระหนี้ขั้นต่ำไปแต่ละเดือนนั้นลดยอดเงินต้นได้มากแค่ไหน แน่นอนว่าธนาคารผู้ออกบัตรต้องเอาไปหักเป็นค่าดอกเบี้ยของยอดหนี้ค้างชำระก่อนส่วนที่เหลือจึงนำไปลดยอดเงินต้น สัดส่วนระหว่างดอกเบี้ยของยอดหนี้ค้างชำระบัตรเครดิตกับยอดเงินต้นที่ลดลงแตกต่างกันขนาดไหน ยอดหนี้ค้างชำระจึงเป็นส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับธนาคารผู้ออกบัตรด้วยความเต็มใจจ่ายของผู้ถือบัตรเครดิตเอง
ธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตยังมองต่อไปถึงหนทางในการทำกำไรกับลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตที่จ่ายชำระตามยอดขั้นต่ำ โดยการต่อยอดออกบริการต่อเนื่อง “สินเชื่อส่วนบุคคล” ให้กับผู้ถือบัตรเครดิตโดยไม่ต้องมีการค้ำประกันโดยให้เหตุผลที่น่าฟังว่าผู้ถือบัตรเครดิตเป็นลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว อีกทั้งเงื่อนไขของสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) ก็ดูดีเช่น สามารถถอนเงินสดได้ทันที ไม่มีค่าธรรมเนียมในการถอนเงินสดและยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีอีกต่างหาก ที่สำคัญคือผู้ถือบัตรสามารถจ่ายชำระคืนขั้นต่ำ (Minimum Payment) ได้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้ค้างชำระเท่านั้น ข้อเสนอดีๆแบบนี้จะมีผู้ถือบัตรเครดิตกี่คนที่จะตอบปฏิเสธ
แต่ช้าก่อนหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่ากลุ่มผู้ถือบัตรเครดิต (Credit Card Holder) กลุ่มแรกที่มักจ่ายชำระคืนแบบเต็มจำนวนจะไม่สนใจข้อเสนอเหล่านี้เพราะรู้ดีว่าไม่มีของฟรีในโลก หากยืมเงินเขามาใช้ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแน่นอนอยู่ที่ว่าจะจ่ายค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมหรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นผู้ถือบัตรเครดิตที่จะเป็นลูกค้าของ “สินเชื่อส่วนบุคคล” ก็คือผู้ถือบัตรเครดิตที่จ่ายชำระขั้นต่ำนั่นเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าข้อเสนอและเงื่อนไขของบริการสินเชื่อส่วนบุคคลช่างตรงกับพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้เป็นยิ่งนัก (ชอบก่อหนี้แล้วจ่ายชำระขั้นต่ำ) และแล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิมเหมือนการจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำ โดยภาพรวมคือผู้ถือบัตรเครดิตจะถูกคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้บัตรเครดิตค้างชำระและดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลจากยอดที่ค้างชำระเช่นกัน กลายเป็นภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
จากข้อมูลเรื่องบัตรเครดิตหรือบัตรพลาสติกที่กล่าวมาก็พอจะได้คำตอบแล้วว่าทำไมธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตจึงหาทางขยายฐานลูกค้าบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นและกลุ่มลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต (Credit Card Holder) ที่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธนาคารก็คือกลุ่มผู้ถือบัตรที่จ่ายชำระขั้นต่ำนั่นเอง แล้วคุณล่ะเป็นผู้ถือบัตรเครดิตกลุ่มไหน