10 มิถุนายน 2011

สินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต (Credit Card Debt Refinancing)

โครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต (Credit Card Debt Refinancing) ได้เปิดตัวขึ้นเมื่อ 1 มิ.ย. 2554 หลังจากโครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก (ดอกเบี้ย 0 % นาน 2 ปี) เพิ่งออกมาได้ไม่นานนัก โดยรัฐบาลคาดว่าสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตจะเป็นการช่วยลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าบัตรเครดิตที่มีประวัติการชำระเงินดี โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะอยู่ที่ 20 % ต่อปีแต่เมื่อผู้ถือบัตรเครดิตโอนย้ายหนี้บัตรเครดิตเข้ามาอยู่ในโครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตแล้วอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่งคือเหลือเพียง 10 % ต่อปีและมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำรายเดือนจาก 10 % จะเหลือเพียง 1-2 % ของยอดหนี้บัตรเครดิต

รัฐบาลใช้กลไกที่ดำเนินการโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 สถาบันหลักคือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลามและธนาคารออมสิน โครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตนี้จะทำให้ผู้ถือบัตรเครดิตที่มีประวัติการจ่ายชำระดีโอนหนี้บัตรเครดิตมาอยู่กับธนาคารทั้ง 3 แห่งนี้ โดยทั่วไปแล้วผู้ถือบัตรเครดิตกลุ่มนี้คือลูกค้าชั้นดีของธนาคารผู้ออกบัตร(จ่ายชำระขั้นต่ำ 10 % และมีประวัติการจ่ายชำระที่ดี) และสร้างรายได้ให้กับธนาคารเป็นกลุ่มหลัก ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ คงไม่ยอมปล่อยให้ลูกค้ากลุ่มนี้ย้ายไปง่ายๆแน่จึงเหมือนเป็นการถูกบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ต้องหามาตรการมารับมือกับโครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตของรัฐบาลเพื่อรักษาฐานลูกค้าของตนไว้

โครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต (Credit Card Debt Refinancing) ก็เหมือนกับการบีบบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายเปิดการแข่งขันทางด้านราคาในกลุ่มลูกค้าบัตรเครดิตที่อาจทำได้โดยการเสนอผลประโยชน์หรือสิ่งจูงใจอื่นๆเช่น โปรโมชั่นใหม่ๆเพื่อดึงลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต (Credit Card Holder) อยู่กับธนาคารต่อไป หากเป็นเช่นนั้นยิ่งการแข่งขันดุเดือดมากขึ้นเท่าใดผลประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนผู้ถือบัตรเครดิตในโครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตที่มีสิทธิ์จะเลือกข้อเสนอ เงื่อนไขหรืออัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินที่คิดว่าดีที่สุด

แต่หากมองอีกมุมหนึ่งโครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต (Credit Card Debt Refinancing) ก็อาจทำให้เกิดผลเสียอื่นๆ ตามมาได้ โดยการช่วยเหลือจากรัฐบาลในครั้งนี้จะสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่ (ช่วยลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิต) หากเงื่อนไขที่ใช้ควบคุมและผู้ถือบัตรเครดิตที่เข้าโครงการฯไม่มีวินัยในการใช้จ่ายเงินเมื่อหมดภาระหนี้บัตรเครดิตตามโครงการฯแล้วก็อาจจะเริ่มสร้างหนี้รอบใหม่ขึ้นมาอีก ดังนั้นการควบคุมโครงการฯโดยกำหนดเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีความชัดเจนและต้องสามารถป้องกันปัญหาอื่นๆที่อาจเกิดตามมาให้ได้มากที่สุดไม่ใช่แก้ปัญหานี้เสร็จแล้วเป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาซึ่งอาจหนักกว่าปัญหาเก่าก็ได้

สิ่งที่ควรทำมากที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน (Debt Problem) ของประชาชนคือการสร้างความมีวินัยทางการเงินและจิตสำนึกทางการเงินให้เกิดขึ้น ปัญหาหนี้สินจะหมดไปและไม่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหากประชาชนมีวินัยทางการเงินและรู้ฐานะของตนเองว่ามีความสมควรที่จะก่อหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน การช่วยเหลือของโครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตเหมือนกับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุส่วนต้นเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขดังนั้นปัญหาหนี้สินของคนไทยก็จะยังไม่หมดไปอย่างแน่นอน ที่น่าห่วงก็คือเรื่องหนี้บัตรเครดิตที่มาเข้าโครงการฯ หากแก้ปัญหาได้จบหมดหนี้ก็ดีไปแต่หากหนี้บัตรเครดิตที่มาเข้าโครงการฯ กลับกลายเป็นหนี้เสียรอบสองซ้ำขึ้นมาทั้งๆที่อยู่ในระหว่างการให้ความช่วยเหลือก็คงต้องเดือดร้อนถึงเงินภาษีของประชาชนอีก ก็คงต้องคอยดูกันต่อไปว่าโครงการสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตของรัฐบาลที่กำลังทำอยู่นี้จะปรากฏผลออกมาเป็นอย่างไร