28 พฤศจิกายน 2010

ข้อยกเว้นของคำแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้สิน (Exception for Debt Advice)

คำแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้สิน (Debt Advice) มีทั้งคำแนะนำที่เป็นข้อห้าม(ไม่ควรทำ) และสิ่งที่ควรทำเพื่อเป็นแนวทางในการเดินไปสู่เป้าหมายคือการหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน แต่คำแนะนำก็คือคำแนะนำดังนั้นการตัดสินใจว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของตัวลูกหนี้เองว่าถ้าทำตามคำแนะนำนั้นแล้วจะเกิดผลดีหรือผลเสียต่อตัวลูกหนี้เพราะคนที่ต้องรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้นก็คือตัวลูกหนี้เอง

ในการแก้ปัญหาหนี้สิน (Debt Solution) ลูกหนี้หลายรายอาจได้รับคำแนะนำในลักษณะเดียวกันแต่พอทำตามคำแนะนำแล้วปรากฏว่าผลที่ได้รับออกมาไม่เหมือนกันด้วยเหตุผลที่ว่ามีตัวแปร เงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมของลูกหนี้แต่ละรายก็แตกต่างกัน ดังนั้นการพิจารณาคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเหล่านั้นอย่างรอบคอบโดยนำตัวแปรและเงื่อนไขต่างๆที่มีอยู่จริงเข้ามาประกอบการพิจารณาแล้วประเมินว่าหากลงมือทำตามคำแนะนำในลักษณะนั้นแล้วคาดว่าผลที่เกิดขึ้นจริงจะเป็นอย่างไร คนที่จะตัดสินใจก็คือตัวลูกหนี้นั่นเอง

คำแนะนำให้ทำการโอนหนี้ไปยังสถาบันการเงินอื่นที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหรือการรีไฟแนนซ์ (Refinance) การพิจารณาว่าจะทำตามหรือไม่นั้นต้องดูที่เงื่อนไขของการรีไฟแนนซ์ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ที่นานขึ้น อัตราดอกเบี้ยใหม่(ที่คิดว่าดีกว่า) จำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือน อีกทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้นรวมทั้งการคาดการณ์ถึงตัวแปรต่างๆที่อาจเข้ามามีผลกับการผ่อนชำระของลูกหนี้โดยต้องพิจารณาทั้งในภาพรวมและในรายละเอียดแล้วประเมินว่าตัวลูกหนี้จะได้รับประโยชน์จากข้อเสนอของการรีไฟแนนซ์นั้นหรือไม่แล้วจึงตัดสินใจ

ข้อห้ามที่ว่าอย่าสร้างหนี้เพิ่มเช่นสมัครบัตรเครดิตใหม่เพิ่มอีกใบเพื่อหมุนเงินมาจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตใบเก่า การพิจารณาว่าควรทำหรือไม่นั้นอยู่ที่การวางแผนการใช้จ่ายเงิน (Financial Planning) และการปฏิบัติตามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ ความจริงแล้วการสมัครบัตรเครดิตใหม่เพิ่มอีกใบทำให้ลูกหนี้ได้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อนำมาจัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้หมดไป หากลูกหนี้มีการคิดคำนวณวางแผนและมั่นใจว่าตัวเองมีวินัยสามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามแผนนั้นจนหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สินได้ ข้อห้ามดังกล่าวก็เป็นข้อยกเว้นที่ไม่ควรทำตาม

คำแนะนำให้ปรึกษาเรื่องปัญหาหนี้สินกับเพื่อร่วมงานหรือคนใกล้ชิด แน่นอนว่าเมื่อเกิดปัญหาหนี้สินย่อมทำให้ลูกหนี้เกิดความเครียดจนอาจขาดสติและมองข้ามการแก้ปัญหาบางอย่างไป การขอคำปรึกษาจากเพื่อนร่วมงานก็น่าจะเป็นคำแนะนำที่ดี หากตัวลูกหนี้โชคดีมีเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายที่เมตตาให้ความช่วยเหลือลูกน้องก็อาจอนุมัติเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำให้เป็นสวัสดิการสำหรับพนักงานให้นำไปจ่ายชำระเพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน แต่ในทางกลับกันหากลูกหนี้มีหน้าที่การงานและความรับผิดชอบในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเงิน (Financial Officer) ลูกหนี้อาจถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงานก็เป็นไปได้มาก

คำแนะนำให้แก้ปัญหาหนี้สินด้วยการหารายได้พิเศษเพื่อเพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ให้หมดเร็วขึ้น ข้อนี้ก็ต้องพิจารณาโดยการหาวิธีเพิ่มรายได้จากการทำงานที่ใช้แรงงานหรือความคิดเป็นต้นทุนอาจเป็นงานบริการก็ได้เพราะงานในลักษณะนี้ส่วนมากไม่ต้องลงทุนเป็นตัวเงินซึ่งขณะนี้ลูกหนี้ก็มีปัญหาเรื่องหนี้สิน (Debt Problem) อยู่แล้วหากต้องทำงานพิเศษที่ต้องกู้ยืมมาลงทุนอีกบังเอิญพลาดพลั้งขึ้นมาเกิดขาดทุนแทนที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินกลับกลายเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินให้กับตัวเอง

ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน (Debt Advice) ที่ว่าสิ่งใดควรทำหรือสิ่งไหนห้ามทำ คำแนะนำเหล่านั้นเป็นเพียงการให้แนวทางกว้างๆโดยภาพรวมในการแก้ปัญหาหนี้สินแต่ในทางปฏิบัติจริงจะมีตัวแปรต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดข้อยกเว้นสำหรับคำแนะนำเหล่านั้น อย่างไรก็ตามมีคำแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้สินแบบคลาสสิกที่ต้องทำและเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไม่ว่าในทางกฎหมายหรือทางด้านศีลธรรมก็ตามนั่นคือ “เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้”  ส่วนเรื่องที่ว่าจะเร็วหรือช้านั้นก็ค่อยว่ากันอีกที