06 พฤศจิกายน 2010

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อคุณกำลังหาทางแก้ไขปัญหาหนี้สิน(Debt Solution)


เมื่อคุณมีปัญหาหนี้สิน(Debt Problems)และกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังไม่สามารถตัดสินใจเพื่อหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ จึงมีคำแนะนำในสิ่งที่คุณไม่ควรทำเพราะในช่วงเวลาที่คุณกำลังประสบปัญหาหนี้สินและกำลังหาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมนั้นคุณกำลังอยู่ในภาวะที่มีความเครียดได้ง่าย คุณต้องการข้อมูล คำปรึกษา ทางเลือกและวิธีต่างๆเพื่อแก้ปัญหาให้ลุล่วงไป คุณอาจได้รับคำแนะนำจากคนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง ฯลฯ ให้คุณลองทำตามวิธีที่พวกเขาแนะนำซึ่งวิธีเหล่านั้นอาจเป็นภาพลวงตาทำให้ดูเหมือนว่าปัญหาหนี้สินจะแก้ได้ด้วยการทำตามคำแนะนำเหล่านั้นแต่พอลงมือทำจริงๆปรากฏว่าแทนที่ปัญหาจะได้รับการแก้ไขแต่กลับทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้นแถมยังหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

คำแนะนำในเรื่องที่ไม่ควรทำในระหว่างการหาทางออกเรื่องปัญหาหนี้สิน(Debt Solution) เป็นเพียงแนวทางเพื่อเตือนสติให้คุณหยุดคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำตามคำแนะนำ วิธีปฏิบัติอาจมีการพลิกแพลงให้เข้ากับสถานการณ์และขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคนแต่ที่สำคัญคือถ้าคุณจะตัดสินใจแก้ปัญหาหนี้สินด้วยวิธีใดขอให้มองไปข้างหน้าในระยะยาว คิดให้ไกลแล้วต้องไปให้ถึง อย่าทำแบบขายผ้าเอาหน้ารอดโดยเด็ดขาดเพราะปัญหาหนี้สินไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ปัญหาให้จบกันได้ง่ายๆ ต้องใช้เวลาพอสมควร

การหมุนเงินจากบัตรเครดิต(Cash Advanced from Credit Card) มาชำระหนี้ หากดูผิวเผินแล้วคำแนะนำนี้เหมือนจะเป็นวิธีแก้ปัญหาหนี้สินของคุณได้ หากมองให้ลึกลงไปอีกสักหน่อยนี่คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นจริงๆแล้วปัญหาหนี้สินไม่ได้หมดไปหากพิจารณาในระยะยาวแล้วการหมุนเงินจากบัตรเครดิตมาจ่ายชำระหนี้จะช่วยให้คุณชำระหนี้ได้บางส่วนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด หนี้สินเก่ายังคงมีอยู่และในขณะเดียวกันหนี้สินจากบัตรเครดิตก็เพิ่มขึ้นยังมีดอกเบี้ยเป็นของแถมเพิ่มขึ้นมาอีก หากเป็นเช่นนี้จะเรียกว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาหนี้สินที่ถูกต้องได้อย่างไร

การทำบัญชีหนี้สินให้มียอดเคลื่อนไหว เป็นคำแนะนำที่ควรทำตามหรือไม่ด้วยการจ่ายชำระเข้าบัญชีหนี้สินด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยเพื่อยืดระยะเวลา การทำเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียขึ้นอยู่กับว่าคุณทำเพื่ออะไร ถ้ามองทางด้านลูกหนี้การจ่ายชำระแบบหยอดยาไปเรื่อยๆ เป็นการซื้อเวลาแสดงให้เจ้าหนี้เห็นว่ายังไม่ได้หนีหายไปไหนเพื่อยื้อเวลาไม่ให้เจ้าหนี้ส่งเรื่องฟ้องศาลหากคุณมีความต้องการเช่นนี้ก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ในระยะสั้น แต่ถ้ามองทางด้านเจ้าหนี้การที่บัญชีลูกหนี้มีการเคลื่อนไหวจะเป็นการยืดอายุความทำให้เจ้าหนี้สามารถเริ่มนับหนึ่งใหม่ได้และเงินที่ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้เข้ามาแบบหยอดยานั้นจะถูกนำไปคิดเป็นค่าเบี้ยปรับ ค่าติดตามหนี้ซึ่งจะไม่มีผลทำให้ยอดหนี้ลดลงเลย สุดท้ายก็ไม่พ้นที่ลูกหนี้ต้องถูกฟ้องร้องอยู่ดี

การเจรจาประนอมหนี้(Debt Negotiation)และเซ็นต์รับสภาพหนี้ อันที่จริงคำแนะนำให้ลูกหนี้ไปเจรจาประนอมหนี้นั้นเป็นคำแนะนำที่ดีแต่การพิจารณาว่าควรทำตามหรือไม่นั้นต้องดูว่าการเจรจาประนอมหนี้มีโอกาสที่จะได้ข้อตกลงหรือข้อสรุปที่เป็นประโยชน์กับตัวลูกหนี้หรือไม่ โดยทั่วไปในการเจรจาประนอมหนี้จะเป็นการนั่งคุยกันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เพื่อหาข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ในจุดที่เจ้าหนี้ยอมรับได้และลูกหนี้คิดว่าสามารถทำได้ ในการเจรจาประนอมหนี้เจ้าหนี้มักพูดจาหว่านล้อมให้ลูกหนี้เซ็นต์หนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปจากการเจรจาประนอมหนี้ได้ฝ่ายลูกหนี้ไม่ควรเซ็นต์รับสภาพหนี้โดยเด็ดขาด ถ้าลูกหนี้ไม่มีความมั่นใจว่าจะผ่อนชำระได้จริงแล้วไปตกลงโดยเซ็นต์รับสภาพหนี้หากต่อมาลูกหนี้ขาดการชำระหนี้อีกเจ้าหนี้จะใช้เอกสารนี้เป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องร้องซึ่งลูกหนี้ไม่อาจโต้แย้งได้เนื่องจากได้เซ็นต์รับสภาพหนี้ไปแล้ว

ก่อนจะตัดสินใจทำตามคำแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้สิน(Debt Solution) ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ขอให้คิดให้รอบคอบโดยพิจารณาจากผลที่ลูกหนี้จะได้รับจากการทำตามคำแนะนำเหล่านั้น อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่าปัญหาหนี้สินไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขให้จบได้โดยง่ายภายในเวลาชั่วข้ามคืน สิ่งสำคัญคือตัวลูกหนี้ต้องมองถึงการแก้ปัญหาในระยะยาวว่าคำแนะนำในการแก้ปัญหาเหล่านั้นจะสามารถทำได้จริงหรือไม่และหากทำแล้วจะสามารถทำได้ตลอดรอดฝั่งจนปิดบัญชีหนี้สินไปเลยหรือไม่ หากคิดดีแล้วมั่นใจแล้วก็ลุยไปเลย