16 พฤศจิกายน 2010

ทางเลือกระหว่างการเจรจาประนอมหนี้(Debt Negotiation) กับการต่อรองขอจ่ายครั้งเดียวเพื่อปิดบัญชี (Loan deduct)

ทางเลือกของลูกหนี้ที่คิดจะหาทางสู้กับเจ้าหนี้มีหลายทางเลือก หากลูกหนี้มีช่องทางสามารถหาเงินก้อนมาสักก้อนหนึ่งนั่นหมายถึงว่าลูกหนี้มีสิทธิ์ที่จะเลือกสู้โดยการเจรจาต่อรองเพื่อขอจ่ายชำระครั้งเดียวแล้วปิดบัญชีหนี้สินไปเลย(Loan deduct) กรณีนี้ลูกหนี้ควรเข้าพบเจ้าหนี้ด้วยความมั่นใจและพยายามต่อรองขอลดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ฯลฯ ให้ลดลงให้มากที่สุด ยังไงเสียฝ่ายเจ้าหนี้ส่วนมากจะพอใจกับการได้รับเงินก้อนมากกว่าการเสียเวลาฟ้องร้องลูกหนี้ตามกระบวนการทางศาลซึ่งแน่นอนว่าผู้ชนะคดีก็คือฝ่ายเจ้าหนี้แต่หลังจากนั้นยังไม่แน่ว่าผู้ชนะจะได้รับเงินคืนหรือไม่ ผู้ชนะคดี(เจ้าหนี้)อาจตกอยู่ในฐานะผู้พ่ายแพ้(ไม่ได้เงินคืน)ก็เป็นได้

เทคนิคในการเจรจาต่อรองเพื่อขอจ่ายครั้งเดียวแล้วปิดบัญชีนั้น(Loan deduct Technique) ลูกหนี้ต้องทำในลักษณะที่ทำให้เจ้าหนี้เชื่อว่า ลูกหนี้มีภาระหนี้สินกับเจ้าหนี้หลายรายแต่มีเงินอยู่เพียงก้อนเดียวที่พอจะเคลียร์หนี้ได้และลูกหนี้ก็ตั้งใจจะเลือกเคลียร์กับเจ้าหนี้ที่ทำตัวน่ารักที่สุด ตอนนี้ลูกหนี้กำลังเดินสายคุย(ต่อรอง)กับเจ้าหนี้แต่ละรายอยู่หากเจ้าหนี้รายใดมีข้อเสนอที่น่าพอใจโดยยอมลดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่างๆให้จนเป็นที่พอใจของลูกหนี้แล้วลูกหนี้ก็จะตัดสินใจเลือกเคลียร์หรือจ่ายชำระเพื่อปิดบัญชีกับเจ้าหนี้รายนั้น ส่วนเจ้าหนี้รายอื่นก็คงต้องตามฟ้องร้องกันเอาเองแล้วกัน รับรองว่าหากลูกหนี้เล่นไม้นี้ลูกหนี้จะได้รับข้อเสนอที่พิเศษสุดๆจากเจ้าหนี้อย่างแน่นอนเพราะไม่มีเจ้าหนี้รายใดที่อยากเสียเวลาตามฟ้องร้องลูกหนี้ที่อาจจะได้เงินคืนหรือไม่ก็ยังไม่แน่แต่หากยอมเสนอเงื่อนไขที่น่าสนใจให้แก่ลูกหนี้อาจได้เงินก้อนกลับมาโดยไม่ต้องเสียเวลาฟ้องร้อง

ส่วนทางเลือกในการเจรจาประนอมหนี้(Debt Negotiation) ใช้เมื่อลูกหนี้รู้ตัวว่าไม่สามารถจ่ายชำระได้(แม้แต่ยอดขั้นต่ำ) และไม่ต้องการถูกฟ้องร้องจึงต้องเดินหน้าเข้าหาเจ้าหนี้เพื่อขอเจรจาประนอมหนี้โดยลูกหนี้แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่าขณะนี้ลูกหนี้มีภาระหนี้สินหลายอย่างจนคิดว่าในอนาคตจะไม่สามารถจ่ายชำระตามข้อตกลงเดิมได้แล้วจึงเข้ามาขอเจรจาต่อรองเรื่องยอดหนี้และวิธีคำนวณยอดหนี้ฯลฯ โดยอาจจะขอหยุดดอกเบี้ยไว้สักระยะหรือขอลด(ยกเว้น) ค่าปรับ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ลูกหนี้อาจขอยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไป ด้วยวิธีที่กล่าวมานี้จะทำให้จำนวนเงินที่ต้องส่งแต่ละงวดลดลง แน่นอนว่าทางด้านเจ้าหนี้มักยื่นข้อเสนอให้ลูกหนี้เซ็นต์รับสภาพหนี้ตามข้อตกลงใหม่ ตรงนี้สำคัญมากหากลูกหนี้ไม่มีความมั่นใจว่ามีความพร้อมที่จะทำตามเงื่อนไขและข้อตกลงใหม่ได้จนครบกำหนดสัญญา(จ่ายหนี้หมด) ก็อย่าได้ยอมเซ็นต์รับสภาพหนี้โดยเด็ดขาดแต่หากมั่นใจว่าทำได้แน่ก็เซ็นต์รับสภาพหนี้และทำตามข้อตกลงใหม่นั้นไปได้เลย

การที่ลูกหนี้จะตัดสินใจเลือกทางเลือกใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆและความพร้อมของตัวลูกหนี้เอง หากเป็นไปได้ให้ลูกหนี้พยายามหาเงินก้อนมาเจรจาต่อรองเพื่อขอปิดบัญชีครั้งเดียวจบน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าเพราะเงินก้อนที่อยู่ในมือของลูกหนี้จะเป็นอำนาจในการเจรจาต่อรองชั้นดีที่ทำให้ลูกหนี้อยู่ในสถานะที่เป็นต่อและการเจรจาต่อรองเพื่อขอปิดบัญชีนั้นเป็นการยุติปัญหาหนี้สินได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ส่วนการเจรจาประนอมหนี้(Debt Negotiation) นั้นลูกหนี้จะตกอยู่ในภาวะที่เป็นรองคือลูกหนี้เป็นฝ่ายเข้าไปขอความเมตตาจากเจ้าหนี้ซึ่งเจ้าหนี้อาจจะยอมหรือไม่ยอมช่วยขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้เท่านั้น ลูกหนี้ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรมากนัก ส่วนผลจากการเจรจาประนอมหนี้ก็เป็นหนังเรื่องยาวที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าลูกหนี้จะทำตามเงื่อนไขในการเจรจาประนอมหนี้ได้หรือไม่หรืออาจต้องฟ้องร้องเป็นคดีความกันต่อไป