ปัญหาหนี้สิน(Debt Problems)โดยเฉพาะปัญหาหนี้บัตรเครดิตนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม เนื่องจากในชีวิตประจำวันของคนเราอยู่บนความไม่แน่นอน ลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าปัจจุบันคุณทำงานประจำเงินเดือน 50,000 บาท ด้วยสลิปเงินเดือนของคุณๆสามารถสมัครเป็นผู้ถือบัตรเครดิตได้อย่างสบาย แค่นั้นยังไม่พออยู่ดีๆก็มีจดหมายเชิญจากผู้ออกบัตรเครดิตรายอื่นๆที่คุณเองก็ไม่รู้ว่าเขาไปได้ข้อมูลของคุณมาจากไหนส่งจดหมายอนุมัติบัตรเครดิต(Credit Card Approved) ให้คุณแล้วขอเพียงแค่คุณกรอกใบสมัครแล้วแนบเอกสาร 2-3 อย่างไปให้เขา คุณก็จะมีบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นได้อีกหลายใบ
สมมุติว่าคุณมีบัตรเครดิตธรรมดา(Classic Card)อยู่แล้วหนึ่งใบหากคุณคิดจะมีบัตรเครดิตใบที่สองก็น่าจะอัพเกรดขึ้นเป็นบัตรทอง(Gold Card) แล้วหากจะมีบัตรเครดิตใบที่สามก็น่าจะยกระดับเพิ่มขึ้นเป็นบัตรแพลทตินั่ม(Platinum Card) จึงจะเหมาะสมกับฐานะอย่างคุณ การจะมีบัตรเครดิต 3 ใบแล้วเป็นบัตรธรรมดาเหมือนกันหมดใครๆก็คิดว่าจะทำไปทำไมเหมือนๆกันทั้ง 3 บัตร แต่ถ้าเป็นบัตรที่ยกระดับเพิ่มขึ้นเป็นบัตรทองหรือบัตรแพลทตินั่มอย่างนี้สิจึงจะน่าสนใจ
มาดูกันต่อไปว่าวงเงินของบัตรเครดิต(Credit Card Limit)ทั้ง 3 ใบน่าจะเป็นสักเท่าไร สำหรับบัตรธรรมดาโดยทั่วไปวงเงินน่าจะอยู่ที่ 30,000 – 50,000 บาท สำหรับบัตรทองน่าจะอยู่ที่ 80,000 – 100,000 บาท ส่วนบัตรแพลทตินั่มวงเงินน่าจะอยู่ที่ 100,000 บาทขึ้นไป ดังนั้นวงเงินรวมของบัตรเครดิตทั้ง 3 ใบก็น่าจะอยู่ที่ 200,000 บาท หากคุณจ่ายชำระขั้นต่ำ 10 เปอร์เซ็นต์ก็ตกเดือนละ 20,000 บาท ดูจากเงินเดือนๆละ 50,000 บาทก็นับว่าจ่ายชำระได้แบบสบายๆ
สมมุติต่อไปว่าบริษัทที่คุณทำงานอยู่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมีความจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานและคุณก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ในเวลาต่อมาแม้ว่าคุณจะพยายามหางานใหม่แต่ถึงอย่างไรคุณก็ไม่สามารถกลับมาอยู่ที่เดิมได้(50,000บาท/เดือน) งานใหม่ของคุณจ่ายเงินเดือนที่ 30,000 บาท/เดือน นั่นคือรายได้ประจำหายไปเฉยๆ 20,000 บาท/เดือนแล้วคุณจะจัดการกับอนาคตของบัตรเครดิตทั้ง 3 ใบของคุณอย่างไร
ต่างคนก็ต่างคำตอบ บางคนเอาเงินที่ได้จากการออกจากที่ทำงานเดิมหรือที่เงินเก็บออมมาเคลียร์หนี้บัตรเครดิตทั้งหมดหรือบางคนก็เหลือบัตรเครดิตไว้ใช้ 1 ใบ บางคนคิดว่าพอไหวก็กัดฟันใช้บัตรเครดิตทั้ง 3 ใบต่อไปและจ่ายชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำจากเงินเดือนใหม่ (30,000 บาท) และอีกหลายทางเลือกที่อาจเป็นไปได้แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าทางเลือกนั้นจะเป็นทางรอดหรือเป็นทางเดินไปสู่หุบเหวแห่งหนี้สิน
ปัญหาหนี้บัตรเครดิต(Credit Card Debt) ส่วนมากเกิดจากความประมาท ไม่รู้ตัวเอง ประเมินความสามารถที่แท้จริงของตนเองผิดไป บางคนคิดว่าสามารถรับภาระหนี้บัตรเครดิตต่อไปได้ แต่ในความเป็นจริงเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีตัวแปรต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องที่สำคัญคือเรื่องการลดลงของรายได้ ผู้ถือบัตรเครดิตต้องยอมรับความจริงว่า ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้จะลดลงตามรายได้ที่ลดลงและหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่มียอดเงินค่อนข้างสูงหากจะจ่ายชำระครั้งเดียวหมด(ปิดบัตร)ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากพอสมควร
นอกจากนี้นิสัยส่วนตัวของผู้ถือบัตร ความมีระเบียบวินัย การรู้จักควบคุมตนเองก็เป็นส่วนสำคัญในการที่จะสร้างหรือแก้ปัญหาหนี้บัตรเครดิต กรณีที่ผู้ถือบัตร(Credit Card Holder) มีรายได้ลดลงจำเป็นต้องประเมินทางเลือกจากตัวแปรและปัจจัยต่างๆประกอบกันแล้วจึงตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจัดการหนี้บัตรเครดิตทั้ง 3 ใบนั้นอย่างเหมาะสม ส่วนผลของการตัดสินใจจะออกหัวหรือก้อยขึ้นอยู่กับการประเมินของผู้ถือบัตรว่าถูกต้องแม่นยำแค่ไหน แต่ก็อย่าซีเรียสมากนักเพราะเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องสมมุติเท่านั้น