ปัญหาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เกิดขึ้นได้เสมอตราบใดที่คนเรายังมีความต้องการใช้เงินอยู่(ต้องกินต้องใช้) สำหรับคนธรรมดาคงไม่มีใครอยากเปลี่ยนสถานะของตนเองเป็นลูกหนี้โดยไม่จำเป็น คนที่มีสถานะเป็นลูกหนี้ขอบอกเลยว่าไม่ได้เต็มใจจะเป็นลูกหนี้เลย ส่วนคนที่เป็นเจ้าหนี้ส่วนมากจะถูกมองว่าเป็นความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามต่อบรรดาลูกหนี้ทั้งหลาย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกข์ของเจ้าหนี้ก็มีมิใช่น้อยเลยเหมือนกับที่ใครๆก็คิดว่า คนรวยมีเงินมากมาย ไม่มีหนี้สิน มีเงินใช้ มีความสุขจะตาย แต่พอมองในอีกมุมหนึ่งก็จะพบว่า ทุกข์ของคนรวยก็มีแต่อาจจะแตกต่างไปจากทุกข์ของคนจน อย่าลืมขึ้นชื่อว่า “ทุกข์” หรือ “ปัญหา” ย่อมนำมาซึ่งความเดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร “เจ้าหนี้” หรือ “ลูกหนี้”ต่างก็มีทุกข์เหมือนกัน
ในมุมมองของเจ้าหนี้ที่มีต่อลูกหนี้คือ ธุรกิจ เมื่อลูกหนี้ต้องการยืมเงินไปใช้ก็ต้องคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เงินทองของใครๆก็หวง กว่าจะหามาได้ก็แสนยากเย็น เจ้าหนี้ปล่อยกู้เพราะต้องการดอกเบี้ย หากลูกหนี้กู้ยืมเงินไปใช้แล้วเบี้ยวไม่ยอมใช้คืน ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจแก่เจ้าหนี้ จึงต้องหาวิธีติดตามหนี้คืนมาให้จงได้
ในมุมมองของลูกหนี้ หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ล้วนไม่อยากกู้ยืมเงินมาใช้จนต้องกลายเป็นลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ตัดสินใจกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้มาแล้ว ความตั้งใจเดิมของลูกหนี้ก็คือ ค่อยๆ ผ่อนชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนครบทุกงวด แต่ว่าอนาคตเป็นของไม่แน่นอนเมื่อลูกหนี้มีปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถจ่ายชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้ได้ จึงกลายเป็นปัญหาหนี้สินที่ต้องว่ากันไปตามขั้นตอน
ปัญหาหนี้สิน(Debt Problem) ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเกิดจากความไม่พอดีของโลกเราคือ ถ้าเจ้าหนี้ที่ดีเจอกับลูกหนี้ที่ดีหรือ เจ้าหนี้สุดเคี่ยวเจอกับลูกหนี้จอมเบี้ยว จึงจะถูกฝาถูกตัวแต่ในความเป็นจริงแล้วส่วนมาก ลูกหนี้ที่ดีมักจะเจอกับเจ้าหนี้สุดเคี่ยว หรือลูกหนี้จอมเบี้ยวจะเจอกับเจ้าหนี้ที่ดี ปัญหาการติดตามหนี้สุดโหดหรือการฟ้องร้องจนเป็นคดีความระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้จึงต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ใครจะน่าเห็นใจกว่ากัน อาจพูดได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกคือไม่มีคำตอบที่แน่นอน การจะตัดสินว่าน่าจะเห็นใจใครมากกว่ากัน อาจพูดได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกคือไม่มีคำตอบที่แน่นอน การจะตัดสินว่าน่าจะเห็นใจใครมากกว่ากันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ถ้าพูดอย่างกว้างๆ คงมีข้อโต้แย้งกันจนไม่อาจหาข้อสรุปได้
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ในเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการประนีประนอม ถ้อยทีถ้อยอาศัย หันหน้ามาพูดคุยกันไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้จะทำอะไรก็ทำแต่พอควร ยึดหลัก “ทางสายกลาง” เอาไว้ หลักแห่งความพอดี ไม่ว่าลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือใครก็ตามที่นำไปใช้จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ ไม่จำเป็นว่าเป็นปัญหาเรื่องหนี้สินเท่านั้น ปัญหาอื่นๆ ทุกปัญหาก็สามารถแก้ไขได้หากคู่กรณีหันหน้ามาพูดคุย ประนีประนอมและมีความตั้งใจจริงที่จะแก้ใขปัญหาให้เสร็จสิ้น ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกและจบลงโดยสันติ.